บนวิถีที่รกร้าง จักเอาร่างปูทางให้เธอเดิน

横眉冷对千夫指 俯首甘为孺子牛
แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกล่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน
รจนาโดยหลู่ซิ่น แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา ศิลป์ พิทักษ์ชน
สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่อ่านเรื่องราวของจิตร นี่เป็นเพียงหนึ่งในผลงานการแปลของจิตรเท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านี้ แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักจิตรให้มากกว่านั้น กลอนบทนี้คือกุญแจที่จะไขเข้าสู่ชีวิตของจิตรเลยทีเดียว เพราะนี่คือต้นแบบของจิตร ภูมิศักดิ์!!!
จิตร ไม่เคยอยากเป็นผู้นำนักศึกษา ไม่อยากเป็นนักปฏิวัติ ไม่อยากเป็นนักต่อสู้ทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เขาเคยเขียนเอาไว้ในสมุดบันทึกของเขาว่า "ความใฝ่ฝันของข้าพเจ้า อยากจะเป็นคนหนึ่งในบรรดานักปราชญ์แห่งราชบัณฑิตยสถาน" จิตร อยากเป็นปราชญ์ เหมือนกับหลู่ซิ่น บุคคลที่จิตรให้การยกย่องว่าเปรียบเสมือนพ่ออีกคนหนึ่งของจิตร
หลู่ซิ่น คือใคร?
หลู่ซิ่น คือนามปากกาของ โจว ซู่เหริน ผู้ซึ่งเกิดในครอบครัวของปัญญาชนของจีน ปู่ของ โจว ซู่เหริน รับราชการเป็นอาจารย์อยู่ในสำนัก Hanling (ผมออกเสียงจีนไม่ถูก-ปรัตยา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีฐานะค่อนข้างดีในสมัยนั้น ต่อมาปู่ของ โจว ซู่เหริน ถูกจับได้ว่าแอบทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยปู่ของ โจว ซู่เหริน พยายามช่วยให้ พ่อของโจว ซู่เหริน เข้ารับราชการ ทำให้ต้องถูกประหารชีวิตทั้งตระกูล พ่อของโจว ซู่เหริน หนีไปได้ แต่สุดท้ายเขากลายเป็นคนติดสุรา และตายเพราะโรคพิษสุราเรื้อรัง ตัวโจว ซู่เหริน ซึ่งยังเป็นเด็กในขณะนั้น ถูกหญิงรับใช้ที่ชื่อ อาจาง พาหนี โจว ซู่เหริน ให้ความเคารพหญิงรับใช้คนนี้เหมือนกับแม่ของเขา โดยเรียกเธอว่าแม่จาง
หลู่ซิ่นต้องระเห็จเร่ร่อนไปจนถึงเจียงหนาน เขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยทหารเรือของเจียงหนาน และย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนการรถไฟและเหมืองแร่ ของวิทยาลัยกองทัพบกของเจียงหนาน เพราะชะตากรรมของพ่อของเขาที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หลู่ซิ่นจึงสนใจศึกษาวิชาแพทย์ตั้งแต่เด็ก เขาสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อด้านการแพทย์ที่ญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเซนได จุดเปลี่ยนในชีวิตของหลู่ซิ่นมาถึงในวันหนึ่ง เมื่ออาจารย์ได้นำสไลด์มาฉายให้ดูในเวลาว่างของนักศึกษา มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นภาพของนักโทษชาวจีน ถูกมัดมือไพล่หลัง กำลังถูกทหารญี่ปุ่นลงโทษตัดศีรษะด้วยความผิดฐานเป็นสปายขโมยความลับของทหารญี่ปุ่นไปให้ทหารรัสเซีย โดยที่มีชาวจีนยืนมุงดูอยู่ หลู่ซิ่นเห็นชาวจีนที่มุงดูในภาพมีสายตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก พวกเขาแค่มามุงดูความตื่นเต้นของการประหารเท่านั้นเอง
จากตรงนี้เองหลู่ซิ่นเกิดแนวความคิดที่ว่าแท้จริงแล้ว สุขภาพของชาวจีนไม่ได้เป็นปัญหาเลย พวกเขามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่จิตใจของชาวจีนตกต่ำ และอ่อนแอ พวกเขาไม่ได้ต้องการการรักษาทางการแพทย์ แต่ต้องการการเยียวยารักษาจิตใจ หลู่ซิ่นจึงเบนเข็มจากการศึกษาด้านการแพทย์ หันมาเอาดีทางด้านวรรณกรรม เพราะเขาเชื่อว่าวรรณกรรมสามารถเข้าถึงจิตใจของคน และสามารถเปลียนแปลงสังคมได้
หลังจากกลับจากญี่ปุ่นหลู่ซิ่นก็เข้าร่วมกับปัญญาชนหัวก้าวหน้าของจีน และประกาศตัวเป็นนักรบที่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ โดยใช้นามปากกาว่าหลู่ซิ่น เขียนเรื่อง บันทึกของคนบ้า (A Madman's Diary) ลงในนิตยสารซินชิงเหนียง งานเขียนของเขาได้รับการต้อนรับจากนักอ่านอย่างกว้างขวางและทำให้รัฐบาลเจียงไคเชกในขณะนั้นไม่พอใจ หลู่ซิ่นคิดว่าสิ่งที่จำเป็นในการปฏิวัติสังคม คือการเผชิญหน้ากับความจริง อย่างตรงไปตรงมา เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า "คนชั้นสูงหลอกลวงคนชั้นต่ำ เพื่อจะได้มีอำนาจครอบงำ" ดังนั้นเขาจึงเรียกร้องให้มองความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังถ้อยคำของเขาที่ว่า "เราต้องกล้ามองสิ่งต่างๆ อย่างตรงตัว ก่อนที่เราจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ หรือเข้ารับผิดชอบ" เขารู้ดีว่าคู่ต่อสู้ของเขาซึ่งก็คือรัฐบาลเจียงไคเชกในสมัยนั้น ดื้อดึงดันทุรังและมีประสบการณ์เป็นอย่างดีในการปกครองประเทศ ดังนั้น การต่อสู้ทางการปฏิวัติในจีนจึงจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และอีกด้านหนึ่งก็ต้องอาศัยกลวิธีและความยืดหยุ่น
ในปี 2464 หลู่ซิ่น ก็เขียนผลงานที่โด่งดังของเขาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง "เรื่องจริงของอาคิว" (The True Story of Ah Q) ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมจีนในขณะนั้น เรื่องจริงของอาคิวต่อมาก็กลายเป็นวรรณกรรมที่มีความเป็นสากล และทันสมัยอยู่เสมอ เพราะคนแบบอาคิวมีอยู่ทุกสังคมและทุกยุคทุกสมัย
อาคิวเป็นคนไม่มีงานประจำ ฐานะยากจน แต่มีความสุขทางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาถูกคนที่เหนือกว่ารังแก อาคิวก็จะพยายามลืมมันเสีย เพราะการลืมเสียนั้น อาคิว ถือว่าเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หลู่ซิ่นสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาเป็นแบบอย่างของผู้ที่พยายามหลอกตัวเอง และมีความขลาดเขลาในการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง อาคิว เป็นคนชอบคุยโวโอ้อวด เพ้อเจ้อถึงอนาคต และขาดความเคารพตัวเอง แถมยังเป็นผู้ปฏิเสธไม่ยอมรับความเป็นจริงที่น่าอนาถของสถานะของตัวเอง หลู่ซิ่นกล่าวว่า อาคิวเป็นทาสที่ไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็น และหากใครมีบุคลิกเช่นนี้ จะถือเป็นยอดปรารถนาของชนชั้นปกครองทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่ว่าเขาจะถูกกดขี่เพียงใด เขาก็ยังถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะอยู่ร่ำไป
หลู่ซิ่นเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม และเขียนบทความ บทกวี จำนวนมากมาย เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นปราชญ์วรรณคดีจีนยุคใหม่ นอกจากนั้นยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนใหม่ หลู่ซิ่นมีชีวิตอยู่ในช่วงของรัฐบาลเจียงไคเชก เขาเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 55 ปี อย่างสงบ เขามีบทบาทอย่างมากในการชี้นำสังคมให้ต่อต้านการปกครองที่เน่าเฟะและเต็มไปด้วยการคอรัปชันของรัฐบาลจีนในช่วงนั้น และตลอดชีวิตของหลู่ซิ่นเขาไม่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลย แต่เขาเป็นบุคคลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้การยอมรับและยกย่องอย่างมากคนหนึ่ง
งานของหลู่ซิ่นแพร่หลายไปทั่วโลก เริ่มมีเข้ามาในไทยในช่วง 2490 และแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันในหมู่ปัญญาชนของไทยประมาณปี 2495 ซึ่งเป็นช่วงที่จิตรเรียนอยู่ปีสองที่จุฬา ฯ หลู่ซิ่นมีอิทธิพลกับแนวความคิดของจิตร อย่างมาก เห็นได้จากก่อนที่งานของหลู่ซิ่นจะเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทย งานของจิตรจะออกมาในแนวรับใช้วิชาการเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ศัพท์สันนิษฐาน หรือแม้กระทั่งบทความที่โดดเด่นอย่าง พิมายในด้านจารึก หลังจากที่จิตรได้รู้จักกับหลู่ซิ่น งานของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดยกตัวอย่างเช่น งานในหนังสือเจ้าปัญหา หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาคม จิตรมีบทความของตัวเองแทรกในหนังสือเล่มนี้ถึงสามเรื่อง คือ
ขวัญเมือง เป็นนวนิยายขนาดสั้น อันสะท้อนถึงทัศนคติที่มีต่อสภาพสังคมและการเมืองของไทย ซึ่งถ่ายทอดผ่านทางตัวละครนาม ขวัญเมือง หญิงผู้ยึดเอาภารกิจหน้าที่ทางประวัติศาสตร์การเมืองมาเป็น เป้าหมายสำคัญสูงสุดในชีวิตของตน โดยแนวคิดดังกล่าวนี้จะมีส่วนช่วยทำให้ คน ได้วิวัฒน์พัฒนามาเป็น มนุษย์โดยสมบูรณ์ ได้
บทกวี เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน หรือที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า กลอนเรื่องแม่ จัดอยู่ในประเภทกลอนแปด ซึ่งเป็นงานเขียนที่สะท้อนถึงแนวคิดของจิตรที่มีต่อปัญหาทางจริยธรรมในเรื่องเพศของผู้หญิงที่มักชิงสุกก่อนห่าม และบทบาทของความเป็น แม่ โดยกล่าวตำหนิ แม่บางคน ที่ไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกน้อยที่เป็นสายโลหิตของตน ซึ่งเกิดขึ้นจากความสำส่อน หลงระเริงในรสกามารมณ์อันไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จิตรยังได้แสดงทรรศนะว่า แม่ผู้ให้กำเนิด ควรเป็นผู้ทำหน้าที่เลี้ยงดูอบรม สั่งสอนลูกน้อยด้วยตนเอง จึงจะเหมาะสมดีงามตามธรรมนองครองธรรม โดยจิตรได้ใช้นามปากกาว่า ศูลภูวดล
ความเรียงเรื่อง พุทธปรัชญาแก้สภาพสังคมตรงกิเลส วัตถุนิยมไดอะเลคติคแก้สภาพสังคมที่ตัวสังคมเอง และแก้ได้ด้วยการปฏิวัติ มิใช่ปฏิรูปตามแบบของสิทธารถ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอะเลคติค กับปรัชญาของสิทธารถผิดกันอย่างฉกรรจ์ที่ตรงนี้ หรือที่รู้จักกันในนามบทความเรื่อง ผีตองเหลือง ซึ่งจิตรมักเรียกงานเขียนชินนี้ว่า พุทธปรัชญาไม่ใช่วัตถุนิยม โดยใช้นามปากกาว่า นาครทาส
ซึ่งผลงานทั้งสามเรื่องล้วนเป็นชนวนให้หนังสือถูกแบนทั้งสิ้น จิตรเชื่อตามความคิดของหลู่ซิ่นที่ว่า "ในโลกนี้ แม้นหากยังมีผู้ที่ต้องการจะอยู่ต่อไป เขาต้องกล้าพูด กล้าหัวเราะ กล้าร้องไห้ กล้าด่า กล้าสู้ กล้าขับไล่ยุคสมัยอันน่าแสปแช่ง ณ ที่อันน่าสาปแช่งนี้" เขาจึงกล้าเปลี่ยนแปลงหนังสือมหาวิทยาลัย ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา จนนำไปสู่การโยนบกในที่สุด
น่าตลกตรงที่บรรดาอาจารย์หลายต่อหลายคนเชื่อว่าจิตรมีความเลื่อมใสในระบอบลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว จิตร เองคือผู้แปลเอกสารส่วนใหญ่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภาษาไทยให้กับ USOM ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ CIA ใช้แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติงานในเมืองไทย เพื่อใช้เผยแพร่ให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และข้าราชการให้รู้จักกับลัทธินี้ และถ้าเราได้ศึกษางานเรื่องผีตองเหลืองของจิตรอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่าจิตร ปฏิเสธลัทธิคอมมิวนิสต์ และปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป
หลังจากกรณีโยนบกเกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นในรั้วจุฬา ฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษ "โยนน้ำ" นายสีหเดช บุนนาค และนายศักดิ์ สุทธิพิศาล โดยให้เดินลุยลงไปในน้ำเองแค่ครึ่งตัวแล้วรีบขึ้นจากสระ การไม่กล่าวโทษนายชวลิต พรหมานพ หรือการไม่ดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ก่อเหตุทั้งสาม โดยอ้างว่าไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ ทั้งที่คดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ ต่อให้ไม่มีเจ้าทุกข์ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีเป็นต้น ภายนอกรั้วจุฬา ฯ ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในขณะนั้น ก็พยายามที่จะเจาะข่าวมานำเสนอ เพราะกรณีโยนบก เป็นเหตุการสะเทือนขวัญที่เกิดเป็นครั้งแรกในเมืองไทย และจนบัดนี้ก็ยังเป็นเหตุการเพียงครั้งเดียวในเมืองไทย เรื่องนี้ส่งผลกระทบไปกว้างขวางในวงสังคมทุกระดับ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นประเด็นการเมือง โดยในที่สุด จอมพล ป. ก็สั่งการให้อธิบดีกรมตำรวจดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง นอกจากนั้นยังสั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการลงมากำกับควบคุมหาตัวนิสิตผู้กระทำผิดมาลงโทษ แน่นอน ผลการสอบสวนของทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และทางตำรวจ ระบุตรงกันว่า จิตร ภูมิศักดิ์ คือตัวการ
จุฬา ฯ ได้สั่งลงโทษพักการเรียน จิตร นาน 12 เดือน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโทษสถานเบา แต่แท้จริงแล้ว นี่คือคำสั่งไล่ออกดี ๆ นี่เอง เพราะหากถูกพักการศึกษานานขนาดนั้น จะทำให้จิตรพ้นสภาพนิสิตไปโดยปริยาย เมื่อข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายไปในหมู่อาจารย์และนิสิตผู้รักความเป็นธรรม จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นเพื่อกดดัน จนกระทั่งในที่สุด จุฬา ฯ ได้เปลี่ยนคำสั่งเป็น ให้พักการเรียน จิตร โดยไม่มีกำหนด และมีหมายเหตุท้ายคำสั่งว่าหากทางตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าจิตรเป็นผู้บริสุทธิ จุฬา ฯ ก็จะรับจิตรกลับเข้าศึกษาต่อ ในช่วงนั้น ดร.เก็ตนีย์ ได้พยายามวิ่งเต้นช่วยเหลือจิตรให้ไม่ต้องได้รับโทษ จนเป็นที่เพ่งเล็ง จนในที่สุด กรมตำรวจ ก็เชิญตัว ดร.เก็ตนีย์ ให้ออกจากประเทศไทย เมื่อไม่มี ดร.เก็ตนีย์ จิตรเลยต้องหาที่พักใหม่ เขาย้ายไปอยู่บ้านนายสุธีร์ คุปตารักษ์ประมาณหนึ่งเดือน ก่อนที่จะย้ายมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนางทองคำ ดิษคุ้ม แม่ของหาญ ดิษคุ้ม เพื่อนสนิทสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพานเสาวณีย์ ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน นางแสงเงิน แม่ของจิตร ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวที่รับราชการที่จังหวัดหนองคาย ก็ได้เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านของนางทองคำ ดิษคุ้มด้วยระยะหนึ่ง ในระหว่างที่ พี่สาวของจิตร ได้นำเงินออมส่วนหนึ่งขอเช่าพื้นที่ว่างต่อจากเพื่อนบ้าน (แถบนั้นเป็นสลัม) เพื่อปลูกบ้านให้กับจิตรได้อาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งต่อมาคือบ้านเลขที่ ๓๓๗/๑๒ ถนนศรีอยุธยา ใกล้สี่แยกสะพานเสาวณีย์ ที่บ้านหลังนี้เอง ที่จิตร แขวนรูปหลู่ซิ่นไว้ตรงประตูห้องรับแขก และตอบกับทุกคนที่ถามถึงว่ารูปนั้นเป็นรูปของใคร ว่า รูปนั้นคือ "รูปพ่อฉันเองละ"

横眉冷对千夫指 俯首甘为孺子牛
แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกล่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน
รจนาโดยหลู่ซิ่น แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา ศิลป์ พิทักษ์ชน

横眉冷对千夫指 俯首甘为孺子牛
แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกล่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน
รจนาโดยหลู่ซิ่น แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา ศิลป์ พิทักษ์ชน
สำหรับคนทั่ว ๆ ไป ที่อ่านเรื่องราวของจิตร นี่เป็นเพียงหนึ่งในผลงานการแปลของจิตรเท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านี้ แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักจิตรให้มากกว่านั้น กลอนบทนี้คือกุญแจที่จะไขเข้าสู่ชีวิตของจิตรเลยทีเดียว เพราะนี่คือต้นแบบของจิตร ภูมิศักดิ์!!!
จิตร ไม่เคยอยากเป็นผู้นำนักศึกษา ไม่อยากเป็นนักปฏิวัติ ไม่อยากเป็นนักต่อสู้ทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เขาเคยเขียนเอาไว้ในสมุดบันทึกของเขาว่า "ความใฝ่ฝันของข้าพเจ้า อยากจะเป็นคนหนึ่งในบรรดานักปราชญ์แห่งราชบัณฑิตยสถาน" จิตร อยากเป็นปราชญ์ เหมือนกับหลู่ซิ่น บุคคลที่จิตรให้การยกย่องว่าเปรียบเสมือนพ่ออีกคนหนึ่งของจิตร
หลู่ซิ่น คือใคร?
หลู่ซิ่น คือนามปากกาของ โจว ซู่เหริน ผู้ซึ่งเกิดในครอบครัวของปัญญาชนของจีน ปู่ของ โจว ซู่เหริน รับราชการเป็นอาจารย์อยู่ในสำนัก Hanling (ผมออกเสียงจีนไม่ถูก-ปรัตยา) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีฐานะค่อนข้างดีในสมัยนั้น ต่อมาปู่ของ โจว ซู่เหริน ถูกจับได้ว่าแอบทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยปู่ของ โจว ซู่เหริน พยายามช่วยให้ พ่อของโจว ซู่เหริน เข้ารับราชการ ทำให้ต้องถูกประหารชีวิตทั้งตระกูล พ่อของโจว ซู่เหริน หนีไปได้ แต่สุดท้ายเขากลายเป็นคนติดสุรา และตายเพราะโรคพิษสุราเรื้อรัง ตัวโจว ซู่เหริน ซึ่งยังเป็นเด็กในขณะนั้น ถูกหญิงรับใช้ที่ชื่อ อาจาง พาหนี โจว ซู่เหริน ให้ความเคารพหญิงรับใช้คนนี้เหมือนกับแม่ของเขา โดยเรียกเธอว่าแม่จาง
หลู่ซิ่นต้องระเห็จเร่ร่อนไปจนถึงเจียงหนาน เขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยทหารเรือของเจียงหนาน และย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนการรถไฟและเหมืองแร่ ของวิทยาลัยกองทัพบกของเจียงหนาน เพราะชะตากรรมของพ่อของเขาที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หลู่ซิ่นจึงสนใจศึกษาวิชาแพทย์ตั้งแต่เด็ก เขาสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อด้านการแพทย์ที่ญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเซนได จุดเปลี่ยนในชีวิตของหลู่ซิ่นมาถึงในวันหนึ่ง เมื่ออาจารย์ได้นำสไลด์มาฉายให้ดูในเวลาว่างของนักศึกษา มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นภาพของนักโทษชาวจีน ถูกมัดมือไพล่หลัง กำลังถูกทหารญี่ปุ่นลงโทษตัดศีรษะด้วยความผิดฐานเป็นสปายขโมยความลับของทหารญี่ปุ่นไปให้ทหารรัสเซีย โดยที่มีชาวจีนยืนมุงดูอยู่ หลู่ซิ่นเห็นชาวจีนที่มุงดูในภาพมีสายตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก พวกเขาแค่มามุงดูความตื่นเต้นของการประหารเท่านั้นเอง
จากตรงนี้เองหลู่ซิ่นเกิดแนวความคิดที่ว่าแท้จริงแล้ว สุขภาพของชาวจีนไม่ได้เป็นปัญหาเลย พวกเขามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่จิตใจของชาวจีนตกต่ำ และอ่อนแอ พวกเขาไม่ได้ต้องการการรักษาทางการแพทย์ แต่ต้องการการเยียวยารักษาจิตใจ หลู่ซิ่นจึงเบนเข็มจากการศึกษาด้านการแพทย์ หันมาเอาดีทางด้านวรรณกรรม เพราะเขาเชื่อว่าวรรณกรรมสามารถเข้าถึงจิตใจของคน และสามารถเปลียนแปลงสังคมได้
หลังจากกลับจากญี่ปุ่นหลู่ซิ่นก็เข้าร่วมกับปัญญาชนหัวก้าวหน้าของจีน และประกาศตัวเป็นนักรบที่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ โดยใช้นามปากกาว่าหลู่ซิ่น เขียนเรื่อง บันทึกของคนบ้า (A Madman's Diary) ลงในนิตยสารซินชิงเหนียง งานเขียนของเขาได้รับการต้อนรับจากนักอ่านอย่างกว้างขวางและทำให้รัฐบาลเจียงไคเชกในขณะนั้นไม่พอใจ หลู่ซิ่นคิดว่าสิ่งที่จำเป็นในการปฏิวัติสังคม คือการเผชิญหน้ากับความจริง อย่างตรงไปตรงมา เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า "คนชั้นสูงหลอกลวงคนชั้นต่ำ เพื่อจะได้มีอำนาจครอบงำ" ดังนั้นเขาจึงเรียกร้องให้มองความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังถ้อยคำของเขาที่ว่า "เราต้องกล้ามองสิ่งต่างๆ อย่างตรงตัว ก่อนที่เราจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ หรือเข้ารับผิดชอบ" เขารู้ดีว่าคู่ต่อสู้ของเขาซึ่งก็คือรัฐบาลเจียงไคเชกในสมัยนั้น ดื้อดึงดันทุรังและมีประสบการณ์เป็นอย่างดีในการปกครองประเทศ ดังนั้น การต่อสู้ทางการปฏิวัติในจีนจึงจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และอีกด้านหนึ่งก็ต้องอาศัยกลวิธีและความยืดหยุ่น
ในปี 2464 หลู่ซิ่น ก็เขียนผลงานที่โด่งดังของเขาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง "เรื่องจริงของอาคิว" (The True Story of Ah Q) ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมจีนในขณะนั้น เรื่องจริงของอาคิวต่อมาก็กลายเป็นวรรณกรรมที่มีความเป็นสากล และทันสมัยอยู่เสมอ เพราะคนแบบอาคิวมีอยู่ทุกสังคมและทุกยุคทุกสมัย
อาคิวเป็นคนไม่มีงานประจำ ฐานะยากจน แต่มีความสุขทางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาถูกคนที่เหนือกว่ารังแก อาคิวก็จะพยายามลืมมันเสีย เพราะการลืมเสียนั้น อาคิว ถือว่าเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หลู่ซิ่นสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาเป็นแบบอย่างของผู้ที่พยายามหลอกตัวเอง และมีความขลาดเขลาในการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง อาคิว เป็นคนชอบคุยโวโอ้อวด เพ้อเจ้อถึงอนาคต และขาดความเคารพตัวเอง แถมยังเป็นผู้ปฏิเสธไม่ยอมรับความเป็นจริงที่น่าอนาถของสถานะของตัวเอง หลู่ซิ่นกล่าวว่า อาคิวเป็นทาสที่ไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็น และหากใครมีบุคลิกเช่นนี้ จะถือเป็นยอดปรารถนาของชนชั้นปกครองทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่ว่าเขาจะถูกกดขี่เพียงใด เขาก็ยังถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะอยู่ร่ำไป
หลู่ซิ่นเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม และเขียนบทความ บทกวี จำนวนมากมาย เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นปราชญ์วรรณคดีจีนยุคใหม่ นอกจากนั้นยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนใหม่ หลู่ซิ่นมีชีวิตอยู่ในช่วงของรัฐบาลเจียงไคเชก เขาเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 55 ปี อย่างสงบ เขามีบทบาทอย่างมากในการชี้นำสังคมให้ต่อต้านการปกครองที่เน่าเฟะและเต็มไปด้วยการคอรัปชันของรัฐบาลจีนในช่วงนั้น และตลอดชีวิตของหลู่ซิ่นเขาไม่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเลย แต่เขาเป็นบุคคลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้การยอมรับและยกย่องอย่างมากคนหนึ่ง
งานของหลู่ซิ่นแพร่หลายไปทั่วโลก เริ่มมีเข้ามาในไทยในช่วง 2490 และแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันในหมู่ปัญญาชนของไทยประมาณปี 2495 ซึ่งเป็นช่วงที่จิตรเรียนอยู่ปีสองที่จุฬา ฯ หลู่ซิ่นมีอิทธิพลกับแนวความคิดของจิตร อย่างมาก เห็นได้จากก่อนที่งานของหลู่ซิ่นจะเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทย งานของจิตรจะออกมาในแนวรับใช้วิชาการเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ศัพท์สันนิษฐาน หรือแม้กระทั่งบทความที่โดดเด่นอย่าง พิมายในด้านจารึก หลังจากที่จิตรได้รู้จักกับหลู่ซิ่น งานของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดยกตัวอย่างเช่น งานในหนังสือเจ้าปัญหา หนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาคม จิตรมีบทความของตัวเองแทรกในหนังสือเล่มนี้ถึงสามเรื่อง คือ
ขวัญเมือง เป็นนวนิยายขนาดสั้น อันสะท้อนถึงทัศนคติที่มีต่อสภาพสังคมและการเมืองของไทย ซึ่งถ่ายทอดผ่านทางตัวละครนาม ขวัญเมือง หญิงผู้ยึดเอาภารกิจหน้าที่ทางประวัติศาสตร์การเมืองมาเป็น เป้าหมายสำคัญสูงสุดในชีวิตของตน โดยแนวคิดดังกล่าวนี้จะมีส่วนช่วยทำให้ คน ได้วิวัฒน์พัฒนามาเป็น มนุษย์โดยสมบูรณ์ ได้
บทกวี เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน หรือที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า กลอนเรื่องแม่ จัดอยู่ในประเภทกลอนแปด ซึ่งเป็นงานเขียนที่สะท้อนถึงแนวคิดของจิตรที่มีต่อปัญหาทางจริยธรรมในเรื่องเพศของผู้หญิงที่มักชิงสุกก่อนห่าม และบทบาทของความเป็น แม่ โดยกล่าวตำหนิ แม่บางคน ที่ไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกน้อยที่เป็นสายโลหิตของตน ซึ่งเกิดขึ้นจากความสำส่อน หลงระเริงในรสกามารมณ์อันไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จิตรยังได้แสดงทรรศนะว่า แม่ผู้ให้กำเนิด ควรเป็นผู้ทำหน้าที่เลี้ยงดูอบรม สั่งสอนลูกน้อยด้วยตนเอง จึงจะเหมาะสมดีงามตามธรรมนองครองธรรม โดยจิตรได้ใช้นามปากกาว่า ศูลภูวดล
ความเรียงเรื่อง พุทธปรัชญาแก้สภาพสังคมตรงกิเลส วัตถุนิยมไดอะเลคติคแก้สภาพสังคมที่ตัวสังคมเอง และแก้ได้ด้วยการปฏิวัติ มิใช่ปฏิรูปตามแบบของสิทธารถ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอะเลคติค กับปรัชญาของสิทธารถผิดกันอย่างฉกรรจ์ที่ตรงนี้ หรือที่รู้จักกันในนามบทความเรื่อง ผีตองเหลือง ซึ่งจิตรมักเรียกงานเขียนชินนี้ว่า พุทธปรัชญาไม่ใช่วัตถุนิยม โดยใช้นามปากกาว่า นาครทาส
ซึ่งผลงานทั้งสามเรื่องล้วนเป็นชนวนให้หนังสือถูกแบนทั้งสิ้น จิตรเชื่อตามความคิดของหลู่ซิ่นที่ว่า "ในโลกนี้ แม้นหากยังมีผู้ที่ต้องการจะอยู่ต่อไป เขาต้องกล้าพูด กล้าหัวเราะ กล้าร้องไห้ กล้าด่า กล้าสู้ กล้าขับไล่ยุคสมัยอันน่าแสปแช่ง ณ ที่อันน่าสาปแช่งนี้" เขาจึงกล้าเปลี่ยนแปลงหนังสือมหาวิทยาลัย ทั้งรูปแบบ และเนื้อหา จนนำไปสู่การโยนบกในที่สุด
น่าตลกตรงที่บรรดาอาจารย์หลายต่อหลายคนเชื่อว่าจิตรมีความเลื่อมใสในระบอบลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งที่แท้จริงแล้ว จิตร เองคือผู้แปลเอกสารส่วนใหญ่เกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภาษาไทยให้กับ USOM ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ CIA ใช้แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติงานในเมืองไทย เพื่อใช้เผยแพร่ให้กับบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และข้าราชการให้รู้จักกับลัทธินี้ และถ้าเราได้ศึกษางานเรื่องผีตองเหลืองของจิตรอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่าจิตร ปฏิเสธลัทธิคอมมิวนิสต์ และปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป
หลังจากกรณีโยนบกเกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นในรั้วจุฬา ฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษ "โยนน้ำ" นายสีหเดช บุนนาค และนายศักดิ์ สุทธิพิศาล โดยให้เดินลุยลงไปในน้ำเองแค่ครึ่งตัวแล้วรีบขึ้นจากสระ การไม่กล่าวโทษนายชวลิต พรหมานพ หรือการไม่ดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ก่อเหตุทั้งสาม โดยอ้างว่าไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ ทั้งที่คดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ ต่อให้ไม่มีเจ้าทุกข์ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีเป็นต้น ภายนอกรั้วจุฬา ฯ ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในขณะนั้น ก็พยายามที่จะเจาะข่าวมานำเสนอ เพราะกรณีโยนบก เป็นเหตุการสะเทือนขวัญที่เกิดเป็นครั้งแรกในเมืองไทย และจนบัดนี้ก็ยังเป็นเหตุการเพียงครั้งเดียวในเมืองไทย เรื่องนี้ส่งผลกระทบไปกว้างขวางในวงสังคมทุกระดับ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นประเด็นการเมือง โดยในที่สุด จอมพล ป. ก็สั่งการให้อธิบดีกรมตำรวจดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง นอกจากนั้นยังสั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการลงมากำกับควบคุมหาตัวนิสิตผู้กระทำผิดมาลงโทษ แน่นอน ผลการสอบสวนของทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และทางตำรวจ ระบุตรงกันว่า จิตร ภูมิศักดิ์ คือตัวการ
จุฬา ฯ ได้สั่งลงโทษพักการเรียน จิตร นาน 12 เดือน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโทษสถานเบา แต่แท้จริงแล้ว นี่คือคำสั่งไล่ออกดี ๆ นี่เอง เพราะหากถูกพักการศึกษานานขนาดนั้น จะทำให้จิตรพ้นสภาพนิสิตไปโดยปริยาย เมื่อข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายไปในหมู่อาจารย์และนิสิตผู้รักความเป็นธรรม จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นเพื่อกดดัน จนกระทั่งในที่สุด จุฬา ฯ ได้เปลี่ยนคำสั่งเป็น ให้พักการเรียน จิตร โดยไม่มีกำหนด และมีหมายเหตุท้ายคำสั่งว่าหากทางตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าจิตรเป็นผู้บริสุทธิ จุฬา ฯ ก็จะรับจิตรกลับเข้าศึกษาต่อ ในช่วงนั้น ดร.เก็ตนีย์ ได้พยายามวิ่งเต้นช่วยเหลือจิตรให้ไม่ต้องได้รับโทษ จนเป็นที่เพ่งเล็ง จนในที่สุด กรมตำรวจ ก็เชิญตัว ดร.เก็ตนีย์ ให้ออกจากประเทศไทย เมื่อไม่มี ดร.เก็ตนีย์ จิตรเลยต้องหาที่พักใหม่ เขาย้ายไปอยู่บ้านนายสุธีร์ คุปตารักษ์ประมาณหนึ่งเดือน ก่อนที่จะย้ายมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนางทองคำ ดิษคุ้ม แม่ของหาญ ดิษคุ้ม เพื่อนสนิทสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพานเสาวณีย์ ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน นางแสงเงิน แม่ของจิตร ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวที่รับราชการที่จังหวัดหนองคาย ก็ได้เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านของนางทองคำ ดิษคุ้มด้วยระยะหนึ่ง ในระหว่างที่ พี่สาวของจิตร ได้นำเงินออมส่วนหนึ่งขอเช่าพื้นที่ว่างต่อจากเพื่อนบ้าน (แถบนั้นเป็นสลัม) เพื่อปลูกบ้านให้กับจิตรได้อาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งต่อมาคือบ้านเลขที่ ๓๓๗/๑๒ ถนนศรีอยุธยา ใกล้สี่แยกสะพานเสาวณีย์ ที่บ้านหลังนี้เอง ที่จิตร แขวนรูปหลู่ซิ่นไว้ตรงประตูห้องรับแขก และตอบกับทุกคนที่ถามถึงว่ารูปนั้นเป็นรูปของใคร ว่า รูปนั้นคือ "รูปพ่อฉันเองละ"

横眉冷对千夫指 俯首甘为孺子牛
แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกล่นราย
จงน้อมกายก้มหัวเป็นงัวงาน
รจนาโดยหลู่ซิ่น แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา ศิลป์ พิทักษ์ชน
